
James Clear ผู้เขียน Atomic Habits เคยกล่าวไว้ว่า
“You do not rise to the level of your goals. You fall to the level of your systems.” (เราไม่ได้ดีขึ้นตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่เราจะตกลงมาอยู่ที่ระดับของระบบที่เราสร้าง)
สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้พิสูจน์ประโยคนี้ด้วยตัวเอง… จากการ “ลื่นล้ม”
ไม่ใช่แค่ล้มเจ็บตัว แต่เป็นการล้มที่ทำให้แผนชีวิตที่วางไว้พัง!!
ผมเพิ่งซื้ออุปกรณ์เวทเทรนนิ่งมาใหม่
สมัครเรียนออนไลน์กับ Mindvalley (เว็บคลาสเรียนออนไลน์ต่างประเทศ)
ไฟกำลังมา วินัยกำลังจะเกิด
แต่ตูมเดียว!… จบข่าว เจ็บตัวจนเกือบขยับแขนซ้ายไม่ได้
ถ้าเป็นตัวตนเวอร์ชันเก่าคงหงุดหงิด
โทษตัวเองว่า “ทำไมต้องมาเป็นตอนนี้?”
แต่ครั้งนี้ต่างออกไปฮะ
การเจ็บตัวครั้งนี้กลายเป็น “Masterclass” วิชาชีวิต
ที่สอนผม 3 เรื่องใหญ่ๆ
ที่โรงเรียนไม่ได้สอน:
1. The Power of “Slow” (ยิ่งรีบ ยิ่งล้ม)
ปกติผมเป็นคนทำอะไรเร็ว (Fast-paced) คิดเร็ว ทำเร็ว เดินเร็ว
แต่การลื่นล้มครั้งนี้ เหมือนร่างกายตบไหล่แรงๆ แล้วบอกว่า
“เฮ้ย! มึ..ช้าลงหน่อย”
ช่วงที่เจ็บ ผมถูกบังคับ(โดยร่างกาย)ให้ทำทุกอย่างช้าลง
เดินช้าลง ขยับตัวอย่างระวัง
ความมหัศจรรย์คือ… เมื่อกายช้าลง
“สติ” (Mindfulness) กลับชัดขึ้น ผมได้เรียนรู้ว่า
การใช้ชีวิตแบบ Sati-First ไม่ใช่แค่เรื่องในวัด
แต่มันคือการรู้เนื้อรู้ตัวในทุกย่างก้าว
เพื่อไม่ให้เราสะดุดขาตัวเอง
ทั้งในชีวิตจริงและในเรื่องงาน
2. Empathy through Vulnerability
(ความอ่อนแอเปิดประตูสู่ความเห็นใจ)
ช่วงที่เจ็บแรกๆ ผมช่วยเหลือตัวเองได้น้อยลง
จนต้องพึ่งพาคนรอบข้าง มีคุณลุงท่านหนึ่งเข้ามาช่วยทายาให้

ในความเจ็บปวดนั้น ผมสัมผัสได้ถึงความเมตตา (Empathy)
ที่คนอื่นมีให้ มันสอนให้ผมรู้ว่า
ในวันที่เราเก่ง เราอาจจะมองข้ามคนรอบตัว
แต่ในวันที่เราเปราะบาง
เราจะเห็นหัวใจของคนชัดที่สุด
และนั่นทำให้ผมกลับมามองคนรอบข้างด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป…
สายตาที่เข้าใจและเห็นอกเห็นใจมากขึ้น
3. Self-Compassion & The Restart
(ใจดีกับตัวเองให้เป็น)
ข้อนี้สำคัญที่สุดครับ…
อย่างที่บอกว่าผมเพิ่งเริ่มสร้างนิสัยออกกำลังกาย
พอเจ็บปุ๊บ ทุกอย่างหยุดชะงัก
ความรู้สึกผิด (Guilt) มันเตรียมจะจู่โจมครับ
“เสียดายของ” “เดี๋ยวก็เลิกอีกแล้ว”
แต่ก็เป็นโอกาสดีที่ได้งัดวิชา Self-Compassion ขึ้นมาใช้:
“ปล่อยปละ… แต่ไม่ละเลย”
ผมอนุญาตให้ตัวเองหยุดพัก (Pause) โดยไม่โทษตัวเอง
ยอมรับว่า “ตอนนี้ทำไม่ได้ ไม่เป็นไร”
แต่ในใจลึกๆ รู้ว่า “หายเมื่อไหร่ เราจะกลับมา”
และเมื่อร่างกายเริ่มส่งสัญญาณว่าพร้อม…
ประกอบกับการเพิ่งได้หนังสือเล่มใหม่จากนักเขียนในดวงใจ
Atomic Habits Workbook (เพิ่งวางขายเมื่อ 9 ธ.ค.)

ผมไม่ได้กระโดดไปยกเวทหนักๆ ทันที แต่ผมเริ่มจาก Baby Steps:
และนี่คือหลักฐานแห่ง “ความไม่สมบูรณ์แบบ” (แต่สม่ำเสมอ) ของผม



อยากให้ดูภาพนี้ครับ… นี่คือ Weekly Recap
ของผมในช่วงสัปดาห์ที่เจ็บหนัก
ถ้าเป็นเมื่อก่อน ผมคงอายที่จะโชว์กราฟที่มีแต่ “ลูกศรสีแดง”
และตัวเลขที่ตกลงฮวบฮาบแบบนี้
แต่ในบริบทของการ Recovery กราฟนี้คือ “เหรียญรางวัล” ของผมครับ
ทำไมผมนับว่าเป็นความสำเร็จ? เพราะแม้ลูกศรจะชี้ลง
(แปลว่าผมลดความเข้มข้นลงตามที่ร่างกายร้องขอ)
แต่ตัวเลข “ไม่ใช่ศูนย์”
ผมนำหลักการ Atomic Habits มาปรับใช้กับ Biohacking:
- Duration 1h 35m: ผมไม่ได้นอนติดเตียง แต่ขยับเท่าที่ไหว
- Elevation 13m: ผมเปลี่ยนจากการยกเวทหนักๆ มาเป็นการเดินขึ้นบันไดเบาๆ เพื่อ keep muscle activation
- Distance 2.3km: ผมพาร่างกายออกไปเดินรับแสงแดดอ่อนๆ เพื่อสังเคราะห์ วิตามิน D ธรรมชาติ ซึ่งจำเป็นมากในการนำพาแคลเซียมเข้าสู่กระดูก (Hardware Repair)
มันคือศิลปะแห่งการ “ผ่อนแต่ไม่หยุด” (Active Recovery)
เราไม่จำเป็นต้องชนะสถิติเดิมทุกสัปดาห์
แต่เราต้องรักษา “โมเมนตัมของนิสัย” เอาไว้
แม้จะเป็นแค่การเดินช้าๆ หรือยืนตากแดด…
ก็นับเป็น 1% ของการก้าวไปข้างหน้าเช่นกันครับ
ผมกำลังพาตัวเองกลับเข้าสู่ “ลู่แห่งการฝึกนิสัย” อีกครั้ง
ไม่ใช่ด้วยความกดดัน แต่ด้วยความเข้าใจใน
กลไกของสมองและร่างกาย
บทส่งท้ายถึงทุกคนที่กำลัง “สะดุด”
ไม่ว่าคุณจะสะดุดเรื่องงาน เรื่องสุขภาพ หรือเรื่องความสัมพันธ์
อย่าเพิ่งรีบลุกขึ้นมาวิ่งทั้งที่ยังเจ็บครับ
ใช้เวลาช่วงที่ล้ม…
- Slow Down: เรียนรู้ที่จะช้าลงเพื่อทบทวน
- Empathy: รับรู้ความหวังดีจากคนรอบข้าง
- Be Kind: ใจดีกับตัวเองให้มากพอ
แล้วเมื่อถึงเวลาที่คุณพร้อม…
ระบบระเบียบเล็กๆ (Atomic Habits) ที่คุณวางไว้
จะช่วยพยุงคุณให้ลุกขึ้นยืน และวิ่งไปได้ไกลกว่าเดิมแน่นอนครับ
Reboot your body, Restart your habits.
โบนัสเอง